ข. อักขรวิธี

๑. ตัวสะกดที่มีอักษรซ้ำและอักษรซ้อน ได้วางหลักเกณฑ์ใหม่ ดังต่อไปนี้ ก.ตัวสะกดที่มีอักษรซ้ำ เช่น กิจจ เขตต จิตต ในกรณีที่ตัวหลังไม่มีสระกำกับ ให้ตัด ออกตัวหนึ่งเป็น กิจ เขต จิต แม้จะเป็นส่วนหน้าสมาสก็ออกเสียงตัวสะกดได้นิดหนึ่งโดยไม่ต้องซ้อน เช่น กิจกรรม นิจศีล จิตวิทยา ต่อเมื่อตัวหลังมีสระอื่นกำกับหรือมีตัวสะกด จึงซ้อนอีกตัวหนึ่งได้ เช่น วักกะ กิจจา อัคคี รัชชูปการ บุคคล ประภัสสร ข. ตัวสะกดที่มีอักษรซ้อนเฉพาะในวรรค เช่น รัฏฐ อัฑฒ ในกรณีที่ตัวหลังไม่มีสระ กำกับ ให้ตัดตัวหน้าออก ใช้แต่ตัวหลังตัวเดียว เช่น รัฐ อัฒ แม้จะเป็นส่วนหน้าสมาส ก็ออกเสียงตัว สะกดได้โดยไม่ต้องซ้อน เช่น รัฐบาล อัฒจันทร์ ต่อเมื่อตัวหลังมีสระอื่นกำกับหรือมีตัวสะกดจึงซ้อนอีก ตัวหนึ่งได้ เช่น รัฏฐาภิปาลโนบาย กุฏฐัง เว้นแต่ในกรณีที่มีสระ กำกับอยู่ที่พยัญชนะตัวหลัง เช่น วุฑฒิ อัฏฐิ ทิฏฐิ ให้ตัดตัวหน้าออก ใช้แต่ตัวหลังตัวเดียว เช่น วุฒิ อัฐิ ทิฐิ คำประเภทนี้ได้ให้รูปเต็มตามภาษา เดิมไว้ในวงเล็บท้ายคำนั้น ๆ ฉะนั้นเมื่อพบคำที่เขียนผิดจากหลักนี้ ก็ให้เทียบเคียงว่าคำเช่นนั้น เมื่ออนุโลม เขียนตามหลักนี้แล้ว จะมีรูปอย่างไร แล้วค้นหาตรงคำนั้น เช่นเมื่อพบคำ จิตต์ หรือ ทิฏฐิ ก็ให้ค้นที่ จิต ทิฐิ ๒. การประวิสรรชนีย์ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้ ก. คำที่ในภาษาเดิมมีพยัญชนะตัวต้น ๒ ตัวซ้อน แต่ในภาษาไทยเพิ่มเสียงอ่านตัวหน้า เป็น อะ ไม่ประวิสรรชนีย์ เช่น ผจญ ผทม ข. คำที่มาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ถ้าต้องการให้พยางค์ท้ายของคำเป็นเสียง อะ ให้ประวิสรรชนีย์ เช่น ลักษณะ ศิลปะ สาธารณะ หิมะ ค. คำที่เป็นภาษาอื่นซึ่งเขียนประวิสรรชนีย์กันมาจนเคยชินแล้ว คงให้ประวิสรรชนีย์ไป ตามเดิม เช่น ระเบียบ ไม่เขียน รเบียบ ตามเขมร ส่วนคำใดที่สงสัยไม่รู้ที่มา ถ้าออกเสียง อะ ให้ ประวิสรรชนีย์ โดยถือการเขียนตามระเบียบคำไทย ฆ. คำที่ขึ้นต้นด้วยตัว ซึ่งแผลงเป็น ตะ หรือ กระ ได้ แม้ในภาษาเดิมจะเขียนไม่ ประวิสรรชนีย์ ในภาษาไทยให้ประวิสรรชนีย์ เช่น สะพาน = ตะพาน สะเทือน = กระเทือน ง. คำต่าง ๆ ที่เติมตัว ซึ่งโดยมากมักจะใช้ในบทกลอน ถ้าคำเดิมประวิสรรชนีย์ เมื่อ เติมตัว ร แล้ว ก็ประวิสรรชนีย์ตาม เช่น จะเข้ = จระเข้ ทะนง = ทระนง ถ้าคำเดิมไม่ประวิสรรชนีย์ เมื่อเติมตัว ลงไปแล้ว ไม่ต้องประวิสรรชนีย์ เช่น จมูก = จรมูก เพราะฉะนั้นคำบางคำที่เคยเขียนประวิสรรชนีย์ เมื่อค้นตรงที่ประวิสรรชนีย์ไม่พบ ก็ให้ค้นตรงที่ไม่ประวิสรรชนีย์ ๓. การใช้ไม้ไต่คู้ ได้วางหลักเกณฑ์ ดังนี้ ก. คำที่แผลงมาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต เช่น เบญจ เพชร ไม่ใช้ไม้ไต่คู้ ข. คำไทยที่ออกเสียงสั้น ให้ใช้ไม้ไต่คู้ ๔. คำที่มีพยัญชนะต้นเป็นอักษรนำหรืออักษรควบ เมื่อแผลงออกเป็น ๒ พยางค์ พยางค์ ท้ายย่อมมีเสียงวรรณยุกต์เท่ากับคำเดิม จึงไม่ต้องใช้ นำ เช่น กลับ = กระลับ กวัด = กระวัด ตรวจ = ตำรวจ แม้เป็นคำซึ่งนำมาจากภาษาบาลีและแผลงทำนองนี้ก็ไม่ใช้ นำ เช่น กนก = กระนก ๕. คำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตซึ่งออกเสียงได้หลายอย่าง และนิยมเข้าสมาสกับคำ อื่น ได้ให้ไว้หลายรูปเพื่อสะดวกในการใช้ เช่น ศิลป ให้ไว้ ๓ รูป คือ ศิลปะ-, ศิลป์, ศิลปะ รูป ศิลป- ให้ไว้สำหรับใช้เข้าสมาสกับคำอื่น เช่น ศิลปกรรม ศิลปศาสตร์ รูป ศิลป์ ใช้ ในกรณีที่ออกเสียงว่า “สิน” เช่น นาฏศิลป์ และรูป ศิลปะ ใช้ในกรณีที่อยู่โดด ๆ และต้องการให้ออก เสียงว่า “สินละปะ” เช่น ศิลปะการแสดง งานศิลปะ ๖. คำที่เขียนตามอักขรวิธีโบราณ เช่น วงง วยง อนน เกรอก ซึ่งปัจจุบันเขียน วัง เวียง อัน เกริก เมื่อค้นไม่พบในที่ซึ่งเขียนตามอักขรวิธีโบราณ ก็ให้ค้นในที่ซึ่งเขียนตามอักขรวิธีปัจจุบัน